แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 12
1
เชื่อว่าปัญหาผิวหน้าที่คุณสาว ๆ หลายคนเป็นกังวลใจและแก้ไม่ตกคงจะหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องรูขุมขนกว้าง เมคอัพปกปิดยังไงก็ไม่เรียบเนียน มิหนำซ้ำรูขุมขนที่กว้างยังทำให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันจนทำให้เกิดเป็นสิวอักเสบได้ง่ายอีกด้วย คิดแล้วก็กลุ้มใช่ไหมล่ะคะ ? ซึ่งปัญหารูขุมขนกว้างนี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ ความเสื่อมของคอลลาเจนและอีลาสติน รวมไปถึงหน้ามันก็เป็นอีกสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้รูขุมขนกว้างได้เช่นกันค่ะ และหากใครที่กำลังมองหาวิธีทำให้รูขุมขนเล็กลงกันอยู่ละก็ วันนี้กระปุกดอทคอมมี 5 เทคนิคง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ เป็นเคล็ดไม่ลับที่จะช่วยกระชับและปกปิดรูขุมขนใบหน้าให้เล็กลงได้ อีกทั้งยังช่วยปกป้องและดูแลผิวหน้าของคุณสาว ๆ ให้กลับมาเรียบเนียน ดูอ่อนเยาว์ และขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้งได้อีกด้วย

1. ทำความสะอาดผิวหน้าต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

คุณสาว ๆ ห้ามปล่อยให้ผิวหน้าสกปรกเด็ดขาดนะคะ ! การล้างหน้าให้สะอาดเอี่ยม ทุกเช้าและก่อนนอนเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยขจัดไขมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนให้หลุดออก โดยวิธีทำความสะอาดก็ง่าย ๆ เลยค่ะ เพียงแค่ใช้คลีนซิ่งเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางออกจากใบหน้าเสียก่อน จากนั้นใช้โฟมหรือสบู่ล้างหน้าสูตรอ่อนโยนต่อผิวล้างและนวดสครับให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากผิวหน้า ปิดท้ายด้วยการทาครีมบำรุงให้ผิวหน้าเนียนนุ่มและกระชับรูขุมขน หากทำอย่างสม่ำเสมอนอกจากรูขุมขนจะเล็กลงแล้ว ยังช่วยให้ใบหน้าดูเนียนใสขึ้นอีกด้วยค่ะ

2. ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหรือประคบหน้าด้วยน้ำแข็งกระชับรูขุมขน

การใช้น้ำเย็นล้างหน้าในตอนเช้าหลังจากที่ล้างด้วยน้ำอุ่น หรือนำผ้ามาห่อน้ำแข็งแล้วประคบเบา ๆ ที่ผิวหน้าหลังจากล้างหน้าเสร็จ เป็นวิธีปิดรูขุมขนที่ให้ผลลัพธ์เยี่ยม เพราะการที่ผิวถูกความร้อนจากน้ำอุ่นทำให้รูขุมขนขยายกว้างขึ้น ดังนั้นการปิดรูขุมขนหลังล้างหน้าจึงถือเป็นขั้นตอนสำคัญ ที่ช่วยปกป้องผิวหน้าจากเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกอื่น ๆ ที่อาจจะเข้าไปอุดตันรูขุมขนได้ค่ะ

3. ทาครีมกันแดดปกป้องผิวจากรังสียูวีตัวการที่ทำให้รูขุมขนกว้าง

แสงแดดที่เต็มไปด้วยรังสียูวีสามารถทะลุทะลวงผ่านชั้นผิวหนังได้ อีกทั้งทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในร่างกายลดลง ส่งผลให้รูขุมขนขยายตัวกว้างขึ้น ผิวหน้าหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยลึกก่อนวัยอันควร ควรปกป้องผิวหน้าจากรังสียูวีด้วยครีมกันแดดที่มี SPF 30-50 สำหรับสาว ๆ ที่รูขุมขนกว้างแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน จะช่วยไม่ให้รูขุมขนอุดตันอันเป็นต้นเหตุของสิวอักเสบได้ค่ะ

4. สครับผิวหน้าทำความสะอาดรูขุมขนเผยผิวหน้าใสเด้ง

ในรูขุมขนเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่มากมาย ทั้งไขมัน สารตกค้างจากเครื่องสำอาง รวมถึงฝุ่นจากมลภาวะ ดังนั้นสาว ๆ ควรขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกไปและปรับสมดุลให้ผิวหน้า ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาสครับผิว โดยผสมเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนชากับน้ำสะอาด 1 ช้อนชาคนให้เข้ากัน นำมานวดลงบนผิวหน้าเป็นวงกลมเบา ๆ โดยใช้ปลายนิ้วกลางและนิ้วนาง จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออก เพียงเท่านี้สิ่งสกปรกบนผิวหน้าก็จะหลุดออก ผิวหน้าจะกลับมาขาวใสสวยปิ๊งราวกับเป็นคนใหม่เลยล่ะ




ทาครีมกันแดดปกป้องผิวจากรังสียูวีตัวการที่ทำให้รูขุมขนกว้าง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

2
สาวๆ สายกินทั้งหลาย ที่ตั้งใจจะลดน้ำหนัก แต่อาหารสมัยนี้มันอร่อยจนหยุดไม่อยู่ ปีหน้าค่อยลดน้ำหนักแล้วกันนะ คำพูดเคยพูดมาทุกปี แต่ยังลดไม่เคยได้สักที แต่หากรู้จักกับสูตรอาหารดีๆ ที่ไม่ต้องรอให้ถึงปีหน้าถึงจะค่อยลดน้ำหนัก เรามาผอมกันตั้งแต่วันนี้เลยจะดีกว่า กับ สูตรอาหารลดน้ำหนัก ทั้งอร่อยและอิ่มอยู่ท้อง

1.โจ๊กอกไก่ไข่ขาว
ใช้ไข่ขาว 3-4 ฟอง
ตีจนไข่ขาวขึ้นฟูเล็กน้อย
ใส่ไข่ขาวลงไปในหม้อตั้งไฟปานกลาง
เคียวจนไข่ขาวเกาะตัว
ใส่อกไก่ลงไป
รอจนไก่สุก
ตักใส่ชามกินได้เลยจ้า
ลวกไข่แดงเพิ่มได้อีก 1 ฟองนะคะ

2. สลัดผักอกไก่ไข่ลวก
หมักอกไก่ด้วยเกลือและพริกไทยหยิบมือ
เอาอกไก่เข้าไมโคเวฟ 5 นาที ไฟปานกลาง หรือ นาบกระทะแล้วแต่สะดวกค่ะ
ต้มไข่ 4-5นาทีให้ไข่ไม่ต้องสุกมาก เยิ้มๆอร่อยย
ราดน้ำสลัดไข่มันต่ำหรืองาญี่ปุ่นค่ะ
โรยด้่วยงาหรือขนมปังเพิ่มได้ค่ะ

3. กราโนล่าโยเกิร์ตกับโฮลวีทปิ้ง
เทโยเกิร์ตใส่ถ้วย
เทกราโนล่าลงไปในถ้วย
ใส่ผลไม้ตามใจชอบ
ขนมปังก็ปิ้งเครื่องปิ้งปกติจ้า กินกับเนยถั่ว อัลมอนด์ได้หมดถ้าสดชื่นจ้า

4. ผัดผักอกไก่ไข่ดาวน้ำ
ใส่น้ำเปล่าลงไปในกระทะ 1 แก้ว
ใส่บร็อคโคลี่และแครอทไป
รอให้ผักสุกหรือนิ่มตามใจชอบ
ถ้าน้ำแห้งเติมน้ำเปล่าเพิ่มได้ค่ะ
ใส่อกไก่
ผัดทุกอย่างให้เข้ากัน
รอจนไก่และผักสุก
ตอกไข่ลงไป 1 ฟอง
รอจนไข่สุก
ตักใส่จานราดน้ำจิ้มสุกี้เพิ่มจะอร่อยยย
จะกินกับข้าวสวยร้อนๆก็ได้นะคะ

5. อกไก่หมักซอสมะเขือเทศ
หมักอกไก่ด้วยซอสมะเขือเทศ
โรยเกลือและพริกไทยหยิบมือ
เอาอกไก่เข้าไมโคเวฟหรือลงกระทะแล้วแต่สะดวกจ้า แต่แนะนำให้ใช้น้ำมันน้อยสุดค่ะ
กินกับไข่ต้ม 1 ฟอง เพิ่มโปรตีนไปอีกจ้า

6.สุกี้เส้นผักอกไก่

ใส่น้ำเปล่า 1 ถ้วยลงในหม้อ
ใส่ผักที่แข็งลงไปกอน เช่น บล็อคโคลี่
รอจนผักเริ่มนิ่ม
ใส่เส้นผักลงไปค่ะ
แล้วตามด้วยอกไก่เลยจ้า
รอจนไก่เริ่มสุก
ตอกไข่ไก่ลงไป 1 ฟอง
รอจนทุกอย่างสุก
ตักใส่ชาม ราดด้วยน้ำจิ้มสุกี้ 1-2 ช้อนโต๊ะได้เลยค่ะ

7. ทูน่าคอร์นสลัด
ใช้ทูน่าในน้ำแร่ 3 ช้อนโต๊ะ
ใส่ผักสามสี ข้าวโพด ถั่วลันเตา แครอท
ใส่มายองเนสไขมันต่ำ 2 ช้อนโต๊ะ
คลุกให้เข้ากัน

8. โจ๊ดข้าวไรเบอรี่
ซื้อโจ๊กไรเบอรี่สำเร็จรูป
ตั้งน้ำให้เดือด ใช้น้ำประมาณ 2 แก้ว
ใส่ข้าวไรเบอรี่ลงไปในหม้อ 1 ทัพพี
คนให้ข้าวเกาะตัวเป็นโจ๊ก
วิธีทำไข่ดาวน้ำ

ตั้งกะทะ
เทน้ำเปล่าลงไป
ตอกไข่ดาว1 ฟอง
รอจนสุกตามใจชอบค่ะ


สูตรอาหารลดน้ำหนัก ทั้งอร่อยและอิ่มอยู่ท้อง ผอมปีนี้ไม่ต้องรอไปถึงปีหน้า ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/อาหารลดน้ำหนัก/

3
จริงอยู่ว่า น้ำส้มสายชูนั้น มีประโยชน์มากมาย นอกจากนำมาปรุงอาหารแล้ว เรายังสามารถใช้น้ำส้มสายชูทำความสะอาดหลายสิ่งหลายอย่างในครัวเรือนของเรา ทั้งการขจัดเชื้อรา การทำให้สุขภัณฑ์สะอาดเอี่ยม ช่วยหยุดการแพร่เชื้อโรค และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ทั้งนี้ มีอยู่ 9 สิ่ง ที่เราไม่ควรนำน้ำส้มสายชูมาใช้ ดังนี้

1.ไม่ควรใช้ทำความสะอาดเคาน์เตอร์หิน : เราไม่ควรนำน้ำส้มสายชูมาทำความสะอาดเคาน์เตอร์หิน เพราะน้ำส้มสายชูนั้น มีฤทธิ์เป็นกรด 5 เปอร์เซนต์ และทำให้หิน ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อน หินแกรนิต หินไลม์ หรือแม้กระทั่งคอนกรีต เสียหายได้ น้ำส้มสายชู จะทำให้เกิดรูพรุนที่พื้นผิว และทำให้สิ่งสกปรกเข้ามาติดอยู่มากขึ้น การทำความสะอาดเคาน์เตอร์หินนั้น ควรใช้แค่สบู่และน้ำเปล่าล้าง ก็เพียงพอ

2.ไม่ควรใช้คราบไข่ที่หกเลอะเทอะ : ทั้งคราบไข่ และโยเกิร์ตนั้น ไม่เหมาะที่จะเช็ดด้วยน้ำส้มสายชู เพราะน้ำส้มสายชูจะเข้าไปผสมผสานกับคราบ และขัดออกได้ยากขึ้น กรดในน้ำส้มสายชู ผสมกับโปรตีนจะเหนียว ดังนั้น ไม่ควรใช้ในการทำความสะอาดคราบโปรตีน

3.ไม่ควรใช้ทำความสะอาดกระเบื้องและยาแนว : แม้ว่าน้ำส้มสายชูจะขจัดคราบเชื้อราได้ดี แต่ต้องระวังหากจะใช้กับกระเบื้อง และยาแนว เพราะจะทำให้ยาแนวแตกได้ โดยน้ำส้มสายชูจะซึมลงไปในซีเมนต์ยาแนว และทำให้เกิดความเสียหาย เพราะน้ำส้มสายชูมีความเข้มข้น

4.ไม่ควรนำน้ำส้มสายชูมาซักผ้าร่วมกับน้ำยาฟอกขาว : ผ้าเช็ดตัวที่มีคราบสกปรกและมีกลิ่นเหม็นนั้น เราสามารถใช้น้ำส้มสายชูมาช่วยซักออกได้ แต่ต้องแน่ใจว่าในการซักครั้งนั้น ไม่มีการใช้น้ำยาฟอกขาว เพราะเมื่อทั้งสองอย่างมารวมกันจะเกิดเป็นแก๊สพิษ และสามารถทำให้เสื้อผ้าเสียหายได้

5.ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูเช็ดรอยนิ้วมือ : แม้ว่าน้ำส้มสายชูจะใช้ทำความสะอาดกระจกได้ดี แต่เราไม่ควรนำมาใช้ในการลบรอยนิ้วมือจากจอคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรศัพท์มือถือ เพราะน้ำส้มสายชูจะทำให้สารเคลือบที่หน้าจอถูกขจัดออกไป ดังนั้นการทำความสะอาดจออุปกรณ์ ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำ ก็เพียงพอ

6.ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูฆ่าแมลงบนต้นพืช : น้ำส้มสายชูนั้นช่วยกันมดและแมลงมารบกวนได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้ในสวน น้ำส้มสายชูนั้น สามารถฆ่าวัชพืชได้ ซึ่งหมายความว่า สามารถทำลายต้นพืชได้เช่นกัน

7.ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูขัดหม้อ : แม้ว่าน้ำส้มสายชูจะช่วยให้จานชามสะอาด แต่ไม่ใช่สำหรับหม้อ เพราะน้ำส้มสายชูทำให้หม้อเสียหาย ทั้งหม้อเหล็ก และอลูมิเนียม แต่หากเป็นเครื่องครัวพวกสแตนเลส และหม้อเคลือบ สามารถใช้ได้

8.ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูผสมกับสบู่น้ำมัน : ทั้งสบู่น้ำมัน และน้ำส้มสายชู ต่างก็เป็นสิ่งที่เรานำมาใช้ทำความสะอาดสิ่งต่าง ๆ ได้ดี แต่เมื่อนำทั้งสองอย่างมาผสมกัน จะทำให้คุณสมบัติในการทำความสะอาดลดลงไป ควรเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

9.ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูกับสีที่ติดผ้า : หากเสื้อขาว หรือยีนส์ตัวโปรด บังเอิญถูกสีอื่นตกใส่ สิ่งที่เราไม่ควรนำมาใช้ในงานนี้ก็คือน้ำส้มสายชู เพราะแทนที่จะช่วยขจัดสีออก กลับทำให้สีติดถาวร แต่ทั้งนี้ หากเรานำน้ำส้มสายชูมาซักผ้าขาว หรือซักยีนส์ จะช่วยไม่ให้สีเฟด หรือไม่ให้สีอื่นมาติดได้


9 สิ่งต่อไปนี้ ไม่ควรใช้น้ำส้มสายชูทำความสะอาด สุขภัณฑ์ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/สุขภัณฑ์/

4
หลายคนต่างก็คาดหวังการดูหนังใหม่ ว่าจะได้รับความสุขหลังจากดูหนังเรื่องนั้นจบลง ไม่อยากรู้สึกผิดหวัง และเสียดายเงินกับหนังที่ตัวเองคาดหวังเอาไว้ ด้วยการทำการบ้านเก็บรายละเอียดต่างๆ ของหนัง ที่จะทำให้ตัวเองดูหนังด้วยความเข้าใจ และได้อรรถรสมากขึ้น

เดี๋ยวนี้หนังมีให้เลือกชมทุกประเภท แต่ละเรื่องก็มีการลงทุนสร้างเป็นหลักล้าน และบางเรื่องก็เป็นหลักร้อยล้านเพื่อให้หนังออกมาดี มีคุณภาพ โดยปกติแล้วเมื่อหนังมีกำหนดเข้าฉาย ก็มักจะมีการปล่อยตัวอย่าง หนังใหม่ เรียกว่า Trailer ออกมาเพื่อเรียกน้ำย่อยให้กับผู้ชม และให้เซียนหนังได้ดูกันก่อน พร้อมกับแนะนำนักแสดง และพล็อตเรื่องคร่าวๆ ของหนัง ซึ่งหลายคนที่ชื่นชอบความบันเทิงประเภทนี้ก็มักจะติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า เป็นหนังภาคต่อ หรือ ดารานักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบจะเล่นหนังเรื่องอะไร น่าสนใจมากแค่ไหน คุ้มค่ากับการเข้าไปนั่งชมหรือไม่ แต่เดี๋ยวก่อน! ถ้าคุณอยากได้ทั้งประโยชน์และความคุ้มค่า เราก็ต้องดูแบบเซียนหนังเขาดูกัน ว่าแต่ ! ดูหนังอย่างมืออาชีพเขาต้องทำอย่างไรกัน

1.บทภาพยนตร์

สิ่งที่คนให้ความสนใจ และจับตามองสำหรับหนังเรื่องหนึ่ง ก็คงต้องเป็นบทภาพยนตร์ แม้จะทำฉากบู๊แอคชั่นล้างผลาญ หรือฉากสเปเชียลเอฟเฟกต์อลังการแค่ไหน แต่ถ้าขาดบทภาพยนตร์ที่ดี จะทำให้ภาพยนตร์นั้นไม่นาสนใจ และไม่เป็นที่จดจำของผู้ชมสักเท่าไร บทภาพยนตร์ที่ดีจะทำผู้ชมประทับใจ เหมือนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในหนังจริงๆ เช่น การเล่าเรื่องแบบง่ายๆ ว่าด้วยชีวิตประจำวัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงอายุของคน การเรียงลำดับเหตุการณ์ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หรือหยิบยกเอาเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของคน ส่งผลกระทบต่อผู้ชมอย่างมาก เมื่อดูแล้วทำให้มีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละคร และเหตุการณ์นั้นด้วย

2.ผู้กำกับภาพยนตร์

สำหรับผู้กำกับภาพยนตร์ ต้องถ่ายทอดความรู้สึกแบบวิธีการลำดับภาพตัดสลับไปมา หรือเปิดเรื่องมาด้วยฉากจบของเรื่องแล้วค่อยๆ ย้อนเหตุการณ์กลับไป สลับกับเหตุการณ์สืบสวนคดี ดำเนินเรื่องเป็นเส้นขนานไปพร้อมๆ กัน การดำเนินเรื่องในลักษณะนี้จะทำให้คนดูเกิดความสนใจ และติดตามชมทุกวินาที ไม่เช่นนั้นอาจจะพลาดบางภาพ หรือคำพูดบางประโยคที่เป็นหัวใจสำคัญของหนังอย่างน่าเสียดาย หรือบางเหตุการณ์เป็นเรื่องราวที่แสนสะเทือนใจ และหดหู่ใจ แต่ผู้กำกับกลับเลือกที่จะถ่ายทอดความรู้สึกในด้านดีออกมา ก็ทำให้ผู้ชมที่รับชมเกิดความรู้สึกดีตามไปด้วย

3.ช่างกล้องหรือผู้กำกับภาพ

ทีมงานช่างกล้อง และผู้กำกับภาพ ถือเป็นทีมงานสำคัญในการผลิตภาพยนตร์ เพราะต้องถ่ายทอดภาพออกมาให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพที่คมชัด มีการตัดต่อภาพที่ต่อเนื่อง ได้อารมณ์ และมีเทคนิคมุมกล้องจนทำให้ฉากประกอบในหนังดูมีชีวิตชีวา หนังบางเรื่องจะเน้นภาพเป็นหลัก ปล่อยให้ภาพเป็นตัวเล่าเรื่อง บางครั้งอาจไม่มีบทพูดเลย แต่จะเล่าเรื่องด้วยภาพ มากกว่าที่จะกล่าวถึงเนื้อหาเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยวิธีการกำกับภาพที่ดี ทำให้สื่อถึงอารมณ์ของภาพ ตัวละคร และอารมณ์ของหนังให้เราได้รับรู้ร่วมด้วย



เดี๋ยวนี้หนังมีให้เลือกชมทุกประเภทอยากเป็นเซียนดู หนังใหม่ ต้องทำอย่างไรบ้างมาดูกัน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/ดูหนัง/

5
นอกเหนือจากเราจะเข้าใจพฤติกรรมของ สุนัข แล้ว ยังมีอีกหลายสัญญาณที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ การแสดงออกถึงท่าทาง ความเครียด หรืออาการป่วยของสุนัข วันนี้ Petcitiz นำเกร็ดความรู้เล็กน้อย เกี่ยวกับความหมายของสัญญาณที่สุนัขต้องการสื่อสารมาฝากกันค่ะ

เรื่องของความเครียด และอาการป่วย ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ สุนัข แต่เรารับรู้อาการดังกล่าวได้โดยผ่านพฤติกรรม สัญญาณที่สุนัขแสดงท่าทางแต่ละอย่างหมายถึงอะไรบ้าง หากผู้เลี้ยงมองข้ามไป หรือละเลยไม่ใส่ใจ อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของสุนัขได้เช่นกัน ถ้าพร้อมแล้วเราไปศึกษาข้อมูลกันเลยค่ะ

สุนัข กับพฤติกรรมที่บ่งบอกว่าเขาป่วยสัญญาณที่บ่งบอกว่าสุนัขเครียด
1.ท้องเสีย ท้องผูก หรือมีปัญหาเรื่องระบบย่อยอาหาร

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น อาหาร ความเครียด สุนัขก็มีความเครียดเช่นเดียวกับเรา หรือเรียกอาการนี้ว่า เครียดลงกระเพาะ หากเพื่อนๆ พบว่า สุนัขที่เลี้ยงมีอาการดังกล่าวรุนแรงกว่าปกติ เช่น ท้องเสียแบบมีเลือดปะปน อาเจียนเป็นเลือด รวมถึงป่วยติดต่อนานเกิน 24 ชั่วโมง ให้รีบไปพบสัตวแพทย์โดยด่วนเลยค่ะ

2.กินอาหารน้อยลง

จู่ๆ อาหารที่เคยชอบ ก็หยุดกินไปซะเฉยๆ หรือไม่ยอมกินอาหาร อาการดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากความเครียด หรือมีปัญหาทางสุขภาพ อีกทั้งปริมาณอาหารที่สุนัขก็กินน้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักลดลง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุนัขเลย ดังนั้น ควรไปขอคำปรึกษาจากสัตวแพทย์เพื่อแก้ปัญหาโดยด่วนค่ะ

สุนัข กับพฤติกรรมที่บ่งบอกว่าเขาป่วย3.แอบไปอยู่เหงาๆ ลำพัง

สุนัขบางตัวมีนิสัยรักสันโดษ บางครั้งก็ชอบอยู่ตามลำพัง แต่หากสุนัขที่คุณเลี้ยงมีนิสัยร่าเริง เข้ากับคนง่าย ถ้าสุนัขของคุณแยกตัวออกจากคนในบ้าน หรือสัตว์เลี้ยงตัวอื่น หลบหน้าหลบตา นั่นอาจมีสาเหตุมาจากความวิตกกังวล หรือไม่สบาย เพื่อความสบายใจของคุณ ควรพาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของพฤติกรรมนี้นะคะ

4.นอนมากเกินกว่าปกติ

ถ้านอนมากกว่าปกติ หรือดูเซื่องซึมจนผิดสังเกต นั่นหมายถึง สุนัขเกิดความเครียด ป่วย บาดเจ็บ หรือทรมานด้วยสาเหตุบางอย่าง และยังเป็นอาการของโรคต่างๆ เช่นโรคเบาหวาน หัวใจ ตับ เนื้องอก ท้องเสีย ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง โลหิตจาง อาการดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุเกิดจากผู้เลี้ยงเอาใจใส่น้อยลง ขาดการทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งก็เป็นผลกระทบทางด้านจิตใจของสัตว์เลี้ยง

5.แสดงความก้าวร้าวต่อคน หรือสัตว์ตัวอื่นมากขึ้น

ข้อนี้ก็ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเครียดได้เช่นกันค่ะ สังเกตได้จากสีหน้า ท่าทางหวาดกลัว และท่าทางยอมแพ้ สำหรับการรักษาเบื้องต้น สามารถทำได้โดยการนำอุปกรณ์อย่างตะกร้อครอบปากมาใช้ เพื่อช่วยป้องกันสุนัขกัด ถ้ามีความก้าวร้าวมากขึ้น ผู้เลี้ยงจะไม่สามารถควบคุมสุนัขได้

สัญญาณที่บ่งบอกว่าสุนัขกำลังป่วย


สัญญาณอาการต่างๆ ของ สัตว์เลี้ยง อยากน้องสุนัขที่คุณต้องรู้ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/สัตว์เลี้ยง/

6
 สำหรับใครที่เหนื่อย เครียด จากการเรียนหรือการทำงานมาตลอดทั้งวันอยู่ละก็ ลองมาดูสถานที่ผ่อนคลายกับร้านเหล้าบรรยากาศดี ๆ ที่ได้คัดมาฝากเป็นตัวเลือกให้แวะเดินทางไปผ่อนคลายกันก่อนดีกว่า รับรองได้ว่าแต่ละร้านโดนใจ ทั้งบรรยากาศ เครื่องดื่ม และอาหารภายในร้านอย่างแน่นอน ส่วนจะมีที่ไหนบ้างตามไปดูกันเลย

ร้าน Blueclover Cafe’
ร้านนั่งชิลบรรยากาศสบาย ๆ ตามความต้องการของเจ้าของร้าน ที่ต้องการสร้างพื้นที่นั่งชิลพูดคุยของกลุ่มเพื่อน ตัวร้านเน้นการตกแต่งแบบเรียบง่ายสไตล์ Antique แนว Rustic เน้นไม้เปลือย, หลอดไฟ และผ้า พร้อมออกแบบโซนที่นั่งให้หลากหลาย ทั้งกลางสนามหญ้าหน้าร้านและภายในร้านนั่งรับแอร์เย็นฉ่ำ พร้อมด้วยเมนูอาหารแบบฟิวชั่นที่มีให้เลือก อาทิ สปาเกตตีแองเจิลแฮร์สไปซี่, ซีซาร์สลัด, มันบด และสเต๊กแซลมอน เป็นต้น เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเพื่อนที่ต้องการพื้นที่นั่งชิลเป็นเวลานาน ๆ ส่วนเครื่องดื่มก็มีให้เลือกทั้งชา กาแฟ และเบียร์หลากยี่ห้อที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 11.00-22.00 น. และศุกร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-23.00 น.

ร้าน In The Mood For Love ONE

มาเริ่มต้นกับร้านอาหารญี่ปุ่น สไตล์คลาสสิก ที่ตกแต่งร้านให้น่านั่งด้วยการดึงแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์จีนชื่อ “In The Mood For Love” มาตกแต่งให้มีกลิ่นอายของเมืองเซี่ยงไฮ้ ในยุค 70 รวมทั้งของที่ใช้ตกแต่งก็ยังเป็นของเก่าซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่นั่งมีให้เลือกทั้งชั้นล่างของร้านที่โดดเด่นด้วยบาร์เครื่องดื่มและชั้น 2 ที่ชวนให้นั่งกินดื่มได้เรื่อย ๆ นอกจากนี้ทางร้านยังมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เลือกทานคู่กับอาหารทั้งเบียร์, ไวน์, ค็อกเทล นำเข้าจากต่างประเทศอีกด้วย

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน รอบกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. และรอบเย็นเวลา 17.30-24.00 น.

ร้าน Paulaner Garden

ร้านอาหารกึ่งบาร์ ที่ตกแต่งออกมาได้อย่างสวยงาม น่าไปเยือน เพราะด้วยความโดดเด่นของบ้านหลังเก่าอายุกว่า 100 ปี พร้อมด้วยการจัดสวนสวย ๆ บริเวณโดยรอบของตัวบ้าน สามารถเลือกนั่งชิลได้ทั้งในและนอกบ้าน โดยแบ่งเป็นห้องทานอาหาร และห้องคาราโอเกะ และกลางสวนสวย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย ตัวที่นั่งออกแบบให้เป็นเก้าอี้ยาว ซึ่งนอกจากบรรยากาศที่โดนใจแล้ว ที่นี่ยังมีเบียร์ดัง ๆ จากประเทศเยอรมนีให้เลือกดื่มด้วย ซึ่งเข้ากันได้ดีกับอาหารยุโรป, อาหารไทย และของหวาน



เที่ยวกลางคืน ร้านเหล้าบรรยากาศดี เครื่องดื่มเย็นๆ เย็นนี้ห้ามพลาด ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

7
คาราโอเกะ กรุงเทพฯ ชวนเพื่อน ๆ ไปครื้นเครงกับเสียงเพลงให้ลั่นห้องด้วยร้านคาราโอเกะโดนใจ แหล่งแฮงก์เอาท์ เก๋ไก๋ เอาใจเพื่อนพ้องที่ชอบร้องเพลง

หากเพื่อน ๆ กำลังมองหาสถานที่ส่วนตัวไว้ร้องเพลงระบายความเครียดกันอยู่ละก็ ร้านคาราโอเกะ ที่เราคัดมาฝากกันในวันนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ สำหรับคนที่คลั่งไคล้ในเสียงเพลง ชอบร้องเพลงปาร์ตี้กับแก๊งเพื่อน ชนิดที่ว่าตะโกนร้องแบบไม่ต้องอายใคร แถมยังสั่งเมนูอร่อยกับเครื่องดื่มเย็น ๆ มาคลายความหิวระหว่างพักได้อีกด้วย ส่วนจะมีร้านไหนน่าสนใจบ้าง ตามไปชมพร้อม ๆ กันเลย

1. Waterside Restaurant

หนึ่งในร้านอาหารย่านเกษตรนวมินทร์บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ ที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งร้านในสไตล์รีสอร์ท ส่วนห้องคาราโอเกะก็ตกแต่งแบบร่วมสมัย ด้วยการเลือกใช้วัสดุไม้เป็นหลัก ภายในร้านแบ่งโซนที่นั่งให้เลือกเอ็นจอยเยอะแยะมากมาย และที่พลาดไม่ได้ก็คือ โซนห้องคาราโอเกะ ที่แบ่งห้องให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่เล็ก, กลาง ไปถึงใหญ่ ภายในตกแต่งอย่างสวยงามด้วยโซฟานุ่ม ๆ เข้ากับแสงไฟวิบวับเข้ากับผนังกระจกที่สามารถนั่งชมวิวสวย ๆ นอกร้านได้ เหมาะสำหรับนัดเพื่อน ๆ มาจัดปาร์ตี้วันเกิด เปิดห้องฉลองในเทศกาลต่าง ๆ แถมยังสามารถสั่งอาหารต่าง ๆ มานั่งทานในห้องได้สบาย ๆ อีกด้วย

ราคา : ราคาเริ่มต้นที่ 1,500 บาท
เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น.
ที่อยู่ : 13/16 หมู่ 9 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม แขวงบึงกุ่ม เขตคลองกุ่ม กรุงเทพฯ

2. นครคารา

ร้านนครคารา ร้านอาหารเลิศรสเน้นการตกแต่งตัวร้านในสไตล์ไทยโมเดิร์น เปิดบริการห้องคาราโอเกะกว่า 18 ห้อง ให้คุณได้รวมตัวชาวแก๊งไปกินอาหารอร่อย ๆ ท่ามกลางบรรยากาศการร้องเพลงอย่างเพลิดเพลิน โดยแบ่งห้องคาราโอเกะให้เลือกตั้งแต่ ห้อง S จุได้ไม่เกิน 6 คน, ห้อง M จุได้ไม่เกิน 12 คน, ห้อง L จุได้ไม่เกิน 18 คน และห้อง XL จุได้ไม่เกิน 35 คน ภายในตกแต่งด้วยโซฟาสวยงาม สามารถชมจอคาราโอเกะได้อย่างเต็มตา แถมยังมีพื้นที่กว้างมากพอให้ได้ออกสเต็ปแดนซ์อีกด้วย



เที่ยวกลางคืน คาราโอเกะสุดฮิตในกรุงเทพฯ แหล่งนัดพบของคนชอบร้องเพลง ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

8
เที่ยวผับสิงคโปร์ มันส์กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!! ถ้าพูดถึงประเทศสิงคโปร์ หลายคนคงคิดถึงสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิต อย่างสวนสนุก Universal Studio, Marina Bay, Garden by the Bay, Merlion, Singapore Eyes Flyer รวมถึงแหล่งช้อปปิ้งอย่างถนน Orchard, Chinatown ฯลฯ แต่รู้หรือไม่ว่าช่วงกลางคืนก็มีสถานที่ให้เราออกไปแดนซ์ไปดื่มให้สนุกสุดเหวี่ยง นี่เลย! วันนี้เราเลยรวบรวม แหล่ง เที่ยวผับสิงคโปร์ ที่ต้องไป! จะมีที่ไหนบ้าง ตามมาดูเลยค่ะ

1.Zouk Club

ได้ยินมาว่าพอวัยรุ่นชาวสิงคโปร์อายุครบ 18 เมื่อไหร่ Zouk Club นี่แหละ เป็นไนท์คลับที่เหล่าวัยรุ่นปรารถนาอยากจะมาเข้าผับครั้งแรกในชีวิต เพราะ Zouk Club ถือเป็นไนท์คลับที่มีชื่อมากที่สุดในสิงคโปร์ เนื่องจากเปิดมาอย่างยาวนานกว่าสองทศวรรษ เรียกว่าเป็นตำนานของเหล่าบรรดาขาแดนซ์เลยก็ว่าได้ ที่ Zouk Club มีห้องที่เปิดเพลงหลากหลาย โดยมีดีเจเปิดแผ่นและมิกซ์เสียงรับหน้าที่ดูแลในแต่ละแนวเพลง ไม่ว่าจะเป็น เทคโน, โซล แอนด์ การาจ, ฮิปฮอป, ดรัม แอนด์ เบส, ดิสโก้, ดาวน์ เทมโป และ เพลงป๊อบมิกซ์ ช่วงระหว่างยุค 70s-90s เป็นต้น หลายๆ ครั้งก็จะมีไลฟ์โชว์จากศิลปินต่างประเทศหมุนเวียนมาแสดงสด อาทิ Galliano, Chemical Brothers, Heart and Kylie Minogue สำหรับค่าเข้าก็อยู่ที่ประมาณ 20 SGD (510 บาท) ได้ฟรี 1 ดริ๊งค์ ซึ่งทุกวันพุธจะเป็น Lady night ผู้หญิงเข้าฟรีค่ะ

2.Canvas Nightclub (formerly Home Club)

Canvas Nightclub ผับสุดฮิปแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ ตั้งอยู่ในย่าน Clarke Quay เป็นที่นิยมในหมู่นักเที่ยวผับสิงคโปร์เช่นกัน ในสมัยก่อนที่นี่มีชื่อว่า Home Club เปิดมาตั้งแต่ปี 2004 และปิดตัวลงในปี 2014 แต่ไม่กี่เดือนต่อมาก็กลับมาเปิดภายใต้ชื่อ Canvas Nightclub จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในตอนกลางวัน ที่นี่คืออาร์ตแกลเลอรี่สุดแนว และจะเปิดเป็นผับที่ชั้นใต้ดินในเวลากลางคืน เราจะเห็นหนุ่มสาวฮิปสเตอร์แต่งตัวเท่เดินวนเวียนแถวนี้บ่อยๆ เชียวล่ะ ค่าเข้าอยู่ที่ประมาณ 20-30 SGD (510-765 บาท) ได้ฟรี 1 ดริ๊งค์

3.Club Kyo

Club Kyo คือผับใต้ดินยอดนิยมแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ ทั้งเพลงที่เปิดเป็นที่นิยมแถมที่ตั้งยังอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ ที่ชั้นใต้ดินของเก็กเสงทาวเวอร์ (Keck Seng Tower) เน้นเปิดเพลงแนวเทคโน ทุกคืนจะเต็มไปด้วยผู้คนที่พากันมาแดนซ์ออนเดอะฟลอร์ ที่นี่เคยถูกโหวตให้เป็นผับในสิงคโปร์ที่น่าไปเที่ยวที่สุด ใครที่อยากเที่ยวผับสิงคโปร์สักครั้งในชีวิต มาที่นี่ก็ไม่เลวเลยนะ ค่าเข้าประมาณ 20-25 SGD (510-770 บาท)



ผับสุดฮิตในสิงคโปร์ ตั้งอยู่ในย่าน Clarke Quay ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

9
ผับสุดชิคในกรุงเทพฯ ไปลั้ลลาหลังเลิกงานกับ 5 ผับใจกลางเมือง ที่จัดเต็มทั้งความสนุก และเครื่องดื่มหลากหลายชนิด อย่างไรก็ตามไปเที่ยวแล้วก็เมาไม่ขับนะครับ จะได้เที่ยวแบบสนุกและปลอดภัยด้วย

1. Muse มิวส์ แหล่งแฮงค์เอ้าท์สุดฮอตในย่านทองหล่อที่นักท่องราตรีรู้จักกันเป็นอย่างดี ร้านนี้นอกจากมีโซนผับให้แดนซ์กระจายแบบสนุกสุดเหวี่ยงกันด้านล่างแล้ว บนดาดฟ้าชั้นสามยังมีบาร์ให้นั่งดินเนอร์ฟังเพลงเบาๆ ตลอดทั้งคืนอีกด้วย

2. ลิซึ่ม (Lizm) ผับแนวสบายๆ ที่ชวนให้คุณสนุกสนานไปกับเสียงเพลง ทั้งแบบเล่นสด สลับเปิดแผ่น ด้านในร้านแบ่งพื้นที่เป็น 2 โซน คือโซนดนตรีสด และโซนฮิปฮอป แถมบางวันยังมีเพลงสกามาเล่นให้ฟังแบบสนุกสนานด้วย ร้านนี้ถ้าใครชอบความสนุกสนานแนะนำให้จองโต๊ะด้านล่าง แต่ถ้านั่งนั่งฟังเพลงแบบชิลล์ๆ เลือกนั่งข้างบนจะเพลินกว่า

3.ฟังกี้ วิลล่า (Funky Villa) ที่นี่ครบสูตรด้วยความสนุกและบรรยากาศ นอกจากออกแบบตัวร้านเป็นสไตล์บ้านพักสุดชิคแล้ว ฟังกี้ วิลล่า (Funky Villa) ยังเป็นแหล่งชุมนุมทางแฟชั่นที่ทุกคนมาร้านนี้ต้องแต่งตัวประชันกันแบบสุดฤทธิ์สุดเดช เหมาะสำหรับนักดื่มที่ชอบความทันสมัย และสีสันความสนุกแบบเต็มๆ

4.เอสโคบาร์(Escobar) เป็นผับสุดชิคที่มีลูกค้ามาอุุดหนุนความสนุกกันแน่นร้านเกือบทุกวัน อยู่ในโซนเดียวกับร้านนั่งเล่น วันจันทร์ถึงพฤหัสบดี ทางร้านจะเน้นดนตรีฟังแบบสบายๆ ส่วนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะเน้นเพลงสนุกสนานคึกคัก ทั้งฮิปฮอป อาร์แอนด์บี ฯลฯ ให้แดนซ์กันแบบกระจาย



ผับแนวสบายๆ ที่ชวนให้คุณสนุกสนานไปกับเสียงเพลง ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

10
แสงแดดเป็นตัวการร้ายที่คอยทำลายผิว ทำให้ผิวอ่อนแอ สีผิวหมองคล้ำไม่สม่ำเสมอ ปัญหาสุขภาพผิวไม่แข็งแรง สาวๆ

เราจึงต้องหมั่นปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยการทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน และนอกเหนือจากการทาครีมกันแดดแล้ว สาวๆ รู้หรือไม่คะว่าผิวหนังของเรานั้นมีกลไกลในการดูแลตัวเองจากแสงแดด โดยผิวหนังจะเพิ่มการสร้างเม็ดสี ทำให้ผิวหนังชั้นกำพร้าหนาขึ้น เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ในแสงแดดนั้นมีรังสีอยู่ 3 ชนิดคือ UVA และ UVB และ UVC เราลองมาดูข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้กันดูค่ะ

รังสียูวี 3 ชนิด

1.UVA เป็นรังสีที่สามารถผ่านทะลุเข้าไปถึงชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ ทำให้เกิดอันตรายต่อโครงสร้างของผิว เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น เหี่ยวย่นทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย

2.UVB เป็นรังสีที่สามารถผ่านทะลุชั้นหนังกำพร้าและหนังชั้นบนเท่านั้น จึงเป็นปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดฝ้า จุดด่างดำ ผิวบวมแดงและแสบร้อน ทำให้ผิวเกิดไหม้จนทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

3.UVC เป็นรังสีคลื่นสั้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะถูกดูดซับโดยโอโซนในชั้นบรรยากาศ

วิธีปกป้องผิวจากแสงแดด

หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด ในช่วง 10.00-16.00 น. ในช่วงนี้จะมีปริมาณของรังสี UVB อยู่เข้มข้น จึงทำให้ผิวถูกเผาไหม้ได้มากกว่าช่วงเวลาอื่น ถ้าหากจำเป็นต้องเผชิญแสงแดดในช่วงเวลานี้ ให้สวมเสื้อแขนยาว กางร่วม ใส่หมวกปีกกว้าง สวมแว่นตากันแดด จะช่วยป้องกันแสงแดดไม่ให้ทำลายผิวและยังช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจกได้เป็นอย่างดี
เสริมคอลลาเจนให้กับร่างกาย การเสริมคอลลาเจนให้แก่ผิว ก็เป็นวิธีการเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวมีความแข็งแรงจากภายใน

ประโยชน์ของคอลลาเจน

คอลลาเจนนั้นมีสารต้าอนุมูลอิสระสูง สามารถปกป้องผิวจากการถูกทำลายของรังสี UV ทำให้ผิวยืดหยุ่น กระชับ ป้องกันปัญหาริ้วรอย ส่งเสริมประสิทธิภาพของการไหลเวียนของเลือด ป้องกันการสูญเสียน้ำที่ชั้นผิวและยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ทำให้ผิวขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติ คอลลาเจนพบมากในมะพร้าว มะเขือเทศ มะนาว ฝรั่ง เนื้อไก่ กระเทียม ไข่ขาว ผักสีเขียว กระดูกปลาและสัตว์ต่าง ๆ ชาเขียว และชาดำ เป็นต้น

การปกป้องผิวจากสารกันแดดชนิดต่าง ๆ

สารกันแดดถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

สารกันแดดสะท้อนแสง (Physical sunscreen) เป็นสารที่เพิ่มคุณสมบัติในการสะท้อนแสง โดยส่วนใหญ่แล้วไม่ทำให้เกิดอาการแพ้แต่ผิวหนัง ได้แก่ titanium dioxide, zine oxide สารกลุ่มนี้สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB



เคล็ดลับปกป้องผิวสวย ขาวใส จากแสงแดด อยากผิวใสไม่คล้ำ บอกเลยไม่ยาก ! ดูเพิมเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/ขาวใสวุฒิศักดิ์/

11
จากที่เคยซื้อเมนูชะพลูโดยเฉพาะแกงอ่อมใบชะพลูหรือใบชะพลูผัดไข่ แม้จะอร่อยแต่ปริมาณใบชะพลูมีน้อยกินไม่สะใจ ลองเปลี่ยนมาทำเมนูอาหารจากใบชะพลูกินเองดีไหม นำเสนอวิธีทำเมนูจากใบชะพลู เช่น แกงหมูใบชะพลู แกงปูใบชะพลู ไก่ห่อใบชะพลู รวมทั้งเมี่ยงคำ แค่มีใบชะพลูก็อุ่นใจแล้ว

1. แกงปูใบชะพลู

เตรียมเส้นหมี่ขาวมากินกับเมนูแกงปูใบชะพลู สูตรนี้ใส่ทั้งปูนิ่มทอดกับเนื้อปู มาพร้อมวิธีทำน้ำพริกแกงใต้ ที่สำคัญต้องใส่ใบชะพลูถึงจะครบสูตรนะคะ

ส่วนผสม แกงปูใบชะพลู

• ปูนิ่ม 1 ตัว
• แป้งสาลี (สำหรับทอดกรอบ) 1/4 ถ้วย
• เส้นหมี่ (แช่น้ำพอนุ่ม) 50 กรัม
• กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
• หัวกะทิ 4 ถ้วย
• หางกะทิ 1+1/2 ถ้วย
• น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
• เนื้อปู 120 กรัม
• ใบชะพลู (หั่นหยาบ) 1/2 ถ้วย
• ใบมะกรูดฉีก 2 ใบ

ส่วนผสม น้ำพริกแกงใต้

• พริกขี้หนูสด 25-30 เม็ด
• พริกขี้หนูแห้ง 15-20 เม็ด
• ผิวมะกรูด 2 ช้อนชา
• ตะไคร้ (หั่นฝอย) 2 ช้อนโต๊ะ
• กระชาย (หั่นฝอย) 1 ช้อนโต๊ะ
• หอมแดงไทย 1/4 ถ้วย
• ข่าหั่นฝอย 2 ช้อนชา
• กระเทียมไทย 1/4 ถ้วย
• ขมิ้นสด (ขูดผิวแล้วหั่น) 1 ช้อนชา
• กะปิอย่างดี 1 ช้อนชา
• เกลือไทย 1/2 ช้อนชา

วิธีทำน้ำพริกแกงใต้

โขลกพริกกับเกลือให้ละเอียด จากนั้นใส่ส่วนผสมที่เหลือ โขลกต่อจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน

วิธีทำแกงปูใบชะพลู

1. ล้างปูนิ่มให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำมาคลุกกับแป้งสาลีให้ทั่ว จากนั้นนำไปทอดให้กรอบ พักไว้
2. ลวกเส้นหมี่ในน้ำเดือด ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ โรยกระเทียมเจียว เตรียมไว้
3. ผัดน้ำพริกแกงกับหัวกะทิให้แตกมันและมีกลิ่นหอม ค่อย ๆ ใส่หางกะทิทีละนิดจนหมด ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลมะพร้าว ใส่ใบชะพลู เนื้อปู และใบมะกรูด ชิมรสให้เค็มนำหวานตามเล็กน้อย เสิร์ฟพร้อมเส้นหมี่ลวกและปูนิ่มทอดกรอบ

2. แกงคั่วหมูย่างใบชะพลู

แกงคั่วหมูใบชะพลูเชย ๆ คงต้องชิดซ้ายให้กับแกงคั่วหมูย่างใบชะพลู สูตรจาก คุณ Xavitubbies สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จับหมูหมักไปย่างจนหอม แล้วค่อยใส่ลงในแกงคั่วต้มจนเดือด กินกับข้าวสวยหรือขนมจีนก็อร่อยจ้า

ส่วนผสม แกงคั่วหมูย่างกับใบชะพลู

• หมูย่าง 250 กรัม (คอหมูหรือสันคอหมูจะนุ่มอร่อย ในสูตรใช้เป็นหมูสามชั้นผสมกับเนื้อไหล่ หมักด้วยซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ และ ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ แล้วเอาไปย่างบนกระทะเทฟลอน)
• หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
• น้ำพริกแกงคั่ว 3 ช้อนแกง
• หางกะทิ 2 ถ้วยตวง
• น้ำตาลมะพร้าว (ประมาณเท่าหัวนิ้วมือ)
• น้ำปลา 1/2 ทัพพี
• ใบชะพลู 15-20 ใบ

วิธีทำแกงคั่วหมูย่างกับใบชะพลู

1. ย่างหมูใช้ไฟค่อนข้างแรง ย่างให้น้ำตกและมีกลิ่นหอม เสร็จแล้วก็เอามาหั่นชิ้นพอดีคำ
2. ตั้งหม้อ ใส่หัวกะทิลงไป 1/2 ถ้วยตวง แล้วตามด้วยพริกแกงคั่ว ผัดให้เข้ากันจนแตกมัน เสร็จแล้วก็เติมหัวกะทิที่เหลือลงไป
3. พอเดือดแล้วก็ใส่หมูย่างลงไป ผัดสักพักก็เติมหางกะทิทั้งหมดลงไป
4. ปรุงรสชาติด้วยน้ำปลากับน้ำตาลมะพร้าว ชิมรสชาติตามชอบ ใส่ใบชะพลูฉีก กดให้ใบชะพลูจมลงไปในน้ำแกง คนให้เข้ากัน ปล่อยให้เดือดสักพัก พอใบชะพลูสุกก็ปิดเตาแก๊สได้เลย


เมนูจากใบชะพลู แจก สูตรอาหารไทยเพื่อสุขภาพกลิ่นหอมอร่อยเพลิน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/สูตรอาหาร/

12
สาเหตุหลักที่การปลูก บ้านชั้นเดียว กลายเป็นที่นิยม เนื่องจากตัวบ้านอำนวยความสะดวกสบายต่อผู้สูงอายุ การดูแลทำความสะอาดบ้านทำได้ง่ายกว่า และราคาถูกกว่า

บ้านชั้นเดียว ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นให้กับผู้อยู่อาศัย เนื่องจากสามารถพบปะกันได้ง่าย
ใครๆ ก็อยากได้บ้านในฝันเป็นของตัวเอง แต่การมีบ้านสักหนึ่งหลังก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโตอีกหลายสิบปี แต่หากคุณมีที่ดินอยู่แล้ว จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก เนื่องจากสามารถวางแบบแปลนบ้าน และจ้างช่างมาปลูกบ้านได้เอง ส่วนแบบบ้านที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ คือ บ้านชั้นเดียว ซึ่งเป็นทางเลือกที่หลายคนต่างให้ความสนใจ หากใครกำลังมีแพลนที่จะปลูกบ้าน แต่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะสร้างบ้านชั้นเดียว หรือบ้านสองชั้น ลองมาดูข้อดีข้อเสียของการปลูกบ้านทั้งสองแบบกันเลยดีกว่าค่ะ

ข้อดีของบ้านชั้นเดียว

1.ราคาถูกกว่าบ้านสองชั้น

เมื่อเทียบสัดส่วนของพื้นที่ในการปลูกสร้างที่มีขนาดเท่ากัน บ้านชั้นเดียวจะมีค่าใช้จ่ายในการสร้างที่ถูกกว่า เหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด และหากเงินเหลือก็ยังสามารถนำไปซื้อของตกแต่งบ้านอื่นๆ เพิ่มเติมได้ ถึงแม้บ้านจะมีขนาดเล็ก แต่ก็เฟี้ยวได้ไม่แพ้บ้านขนาดใหญ่เลยใช่ไหมคะ ^^

2.เหมาะกับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ

เนื่องจากผู้สูงอายุ ทั้งคุณตา คุณยาย มักมีปัญหาเรื่องกระดูกและข้อเข่า จึงทำให้เดินไม่สะดวกเท่าไรนัก ถ้าต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง น่าจะหมดแรงกันไปเสียก่อน หรือญาติที่ป่วยต้องใช้วีลแชร์ ก็คงไม่สะดวกเช่นกัน หากต้องเดินไปยังห้องต่างๆ การมีบ้านชั้นเดียวนั้นจะทำให้พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านถูกรวบไว้อย่างครบครัน ช่วยให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกอึดอัด และญาติที่ป่วยยังพึ่งพาตัวเองได้

3.ดูแลง่าย

ในเรื่องของการดูแลทำความสะอาดบ้านชั้นเดียวนั้น จะมีความสะดวกมากกว่าบ้านสองชั้น และหากเรามีพื้นที่มากพอที่จะจัดสวนภายในบริเวณบ้าน เราก็จะได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้เห็นสวนสวยๆ ที่อยู่ด้านนอกบ้านอย่างเต็มตาทุกมุมของบ้าน กรณีอยากซ่อมบำรุงตามจุดต่างๆ ของบ้าน อาทิ ซ่อมหลังคา หรือทาสีบ้านใหม่ ก็สะดวกง่ายดาย ไม่ต้องปีนป่ายเหมือนบ้านสองชั้น ไม่เสี่ยงอันตรายด้วยค่ะ

4.สะดวกในการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์

ข้อนี้น่าจะเอื้อประโยชน์กับผู้ที่ชอบซื้อของตกแต่งบ้านอยู่เป็นประจำ การมีบ้านชั้นเดียวไม่ลำบากต่อการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ หรือของแต่งบ้านที่ต้องขึ้นบันไดไปยังชั้นบน ช่วยทุ่นแรงสำหรับผู้ที่อยู่บ้านคนเดียว และไม่ทำให้เฟอร์นิเจอร์จะชำรุดเสียหายระหว่างเคลื่อนย้ายด้วย

ข้อเสียของบ้านชั้นเดียว

1.ขโมยขึ้นบ้านง่าย

บ้านชั้นเดียวค่อนข้างเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมมากกว่าบ้านสองชั้น เพราะสามารถเข้าถึงภายในตัวบ้าน และผู้อยู่อาศัยได้ง่ายกว่า แม้แต่เสียงของเพื่อนบ้านที่คุยกัน เสียงสุนัข เสียงแมว หรือเสียงอึกทึกอื่นๆ ก็อาจจะรบกวนได้

2.ปัญหาความร้อน

เมืองไทยเป็นเมืองร้อนจึงมีอากาศอบอ้าวตลอดทั้งปี ความร้อนจากหลังคาบ้านก็จะแผ่เข้ามาได้มากกว่าบ้านสองชั้น ดังนั้น ใครที่มีบ้านชั้นเดียวจึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันความร้อนที่ลงมาจากหลังคา แก้ปัญหาด้วยการยกหลังคาสูง และใส่แผ่นสะท้อนความร้อนใต้ฝ้าเพดาน

ข้อดีของบ้านสองชั้น

1.เหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด

หลายคนคิดอยากสร้างบ้านหลังใหญ่ แต่ด้วยพื้นที่ในการสร้างนั้นมีจำกัด จึงทำให้การแบ่งสัดส่วนของห้องมีความสำคัญอย่างมาก และเพื่อช่วยให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบ้านสองชั้นมักจะออกแบบห้องนอนเอาไว้ชั้นบน พื้นที่ในส่วนบนก็จะมีความเป็นส่วนตัวที่สุด ไม่เป็นที่รบกวนจากสภาพแวดล้อมของเสียงและฝุ่น



สาเหตุหลักที่การปลูก บ้านชั้นเดียว กลายเป็นที่นิยม ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/บ้านชั้นเดียว/

13
เพื่อการใช้งานคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ได้อย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วันนี้เรามีอุปกรณ์เสริมเล็กๆ น้อยๆ ที่ขาดไม่ได้มาแนะนำค่ะ

โน๊ตบุ๊ค อุปกรณ์เสริม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปกรณ์เสริมถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานคอมพิวเตอร์ และอำนวยความสะดวกสบายให้คุณได้อย่างเต็มที่ วันนี้ Potatotechs มีอุปกรณ์เสริมที่สามารถใช้คู่กับโน๊ตบุ๊ค แล็ปท็อป หรือเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีหลากหลายชิ้นมาแนะนำกันค่ะ ลองมาดูกันนะคะว่ามีตัวไหนที่คุณสนใจ และน่าซื้อมาใช้งานเพิ่มเติมบ้าง



1.เมาส์ไร้สาย (Wireless Mouse)


ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์ Laptop จะมี Touchpad มาให้ในเครื่องอยู่แล้ว แต่บางครั้งเราก็อาจใช้งานได้ไม่ถนัดนัก การใช้เมาส์ในการทำงานต่างๆ เช่น เล่นอินเทอร์เน็ต ตกแต่งรูปภาพ เล่นเกม ก็อาจจะสะดวกกว่าค่ะ ถ้าเป็นเมาส์แบบไร้สายด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้คล่องตัวมากขึ้น เพราะไม่ต้องมีสายคอยเกะกะกวนใจ หรือเกิดว่าคุณต้องทำการค้นหาข้อมูลแล้วเปิดหลายหน้า Web page การใช้เมาส์จะทำให้คุณสามารถควบคุมการทำงานต่างๆ ได้ดี รวดเร็ว และแม่นยำมากยิ่งขึ้นค่ะ



2.External Hard Drive / USB Flash Drive

อุปกรณ์สำหรับการบันทึกข้อมูลตัวนี้ถือว่าสำคัญมากค่ะ หากคุณต้องนำ Laptop ออกไปใช้งานนอกสถานที่ ต้องโอนถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่อง อุปกรณ์ชิ้นนี้ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกได้มากขึ้น และหากความจำใน โน๊ตบุ๊ค ของคุณเต็ม ก็สามารถถ่ายโอนข้อมููลมาบันทึกไว้ในอุปกรณ์เสริม 2 ตัวนี้ได้ค่ะ สมัยนี้ความจุของ External Hard Drive และ USB Flash Drive นั้นก็เพิ่มขึ้นมาก มีตั้งแต่ 2GB ไปจนถึงหลาย TB กันเลยทีเดียว ซึ่งราคานั้นถือว่าถูกลงกว่าเมื่อก่อนมากเช่นกันค่ะ



3.กระเป๋าหรือเป้สำหรับใส่โน๊ตบุ๊ค

หากคุณจำเป็นต้องพกพา Laptop ออกไปทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ ก็ควรจะมีกระเป๋า หรือเป้สักใบ เพื่อความสะดวกในการพกพาสิ่งของ นอกจากจะสามารถใส่ตัวเครื่องได้แล้ว ยังใส่อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น อะแดปเตอร์ เมาส์ หูฟัง เอกสาร ฯลฯ ที่สำคัญควรเลือกกระเป๋าที่สามารถช่วยป้องกันการกระแทก มีการบุนวมหรือวัสดุนิ่มๆ ด้านใน ด้านนอกเป็นวัสดุกันน้ำได้ มีความแข็งแรง ทนทานต่อการใช้งานด้วย

4.อะแดปเตอร์สำหรับเดินทาง (Travel Adapter)


หากคุณนำเครื่องออกไปใช้งานนอกสถานที่ ควรมีอะแดปเตอร์สำรองไว้ ปกติ Laptop จะมี อะแดปเตอร์ มาให้อยู่แล้ว ซึ่งตัวผู้จะมีลักษณะเป็นหัวปลั๊กแบบ 3 ขั้ว แต่หากว่าคุณต้องไปใช้งานตามตึก หรือออฟฟิศต่างที่เก่าๆ ส่วนใหญ่จะใช้เต้าตัวเมียแบบ 2 ช่อง ทำให้ไม่สามารถเสียบอะแดปเตอร์เพื่อใช้งานได้ ทำให้บางคนต้องหักขั้วสายดินทิ้งเพื่อให้สามารถเสียบใช้งานได้ เพราะฉะนั้น ควรหาซื้อ Travel Adapter ติดกระเป๋าไว้เสมอ ราคาประมาณร้อยกว่าบาท

5.สายชาร์จแบตเตอรี่ในรถยนต์


สำหรับผู้ที่ต้องใช้ Laptop ระหว่างการเดินทางบนรถยนต์บ่อยๆ ควรจะมีสายชาร์จสำหรับชาร์จในรถยนต์ติดตัวไว้ด้วยค่ะ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเดินทางเข้าป่า ขึ้นเขาลงห้วย เที่ยวทะเล หรือไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่ไม่มีเต้าเสียบแบตเตอรี่ จะได้สามารถใช้งาน Laptop หรือ โน๊ตบุ๊ค ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่จะหมดค่ะ




อุปกรณ์เสริมสุดจำเป็นสำหรับโน๊ตบุ๊คที่ควรมี ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/โน๊ตบุ๊ค/

14
ทำให้โตเร็วให้อาหารสดครับ ลูกน้ำดีที่สุด  ไรแดงด้วยจะโตเร็ว  แต่ข้อเสียคือน้ำจะขุ่นและเสียเร็ว ถ้าน้ำขุ่นให้เปลี่ยนน้ำดีกว่านะครับ บางคนไม่อยากเปลี่ยนน้ำใช้น้ำยาปรับใสแทน ไม่ดีครับ เพราะตัวปลาจะปรับสภาพตามนั้น พอมาเปลี่ยนน้ำอีกทีปลาจะว่ายเอื่อยๆบางตัวก็หงายท้องไปซะงั้น จะทำให้ไม่สบายใจกันเปล่าๆ และอีกอย่างที่อยากแนะนำคือ แหนครับ  แหนเล็กๆเขียวๆนี่แหล่ะทำให้ปลาทองโตเร็ว เคยไปเยี่ยมชมฟาร์มปลาที่ ปากท่อ ราชบุรีที่บ่อนี้เขามีเคล็ดลับครับเขาเลี้ยงแหนไว้ให้ปลากินกันเลย ผมเคยลองมาแล้วปลาชอบมากครับ  แต่จะโตเร็วโตช้าก็ขึ้นอยู่กับใจคนเลี้ยงครับว่าร้อนแค่ไหน 


ทำให้สวย
มีผู้กล่าวว่า ถ้าเลือกซื้อปลาที่สวยและมีสายเลือดที่ดี นำไปเลี้ยงแล้วปลามีการพัฒนาที่ด้อยลง แสดงให้รู้ว่าฝีมือการเลี้ยงยังไม่ดี ถ้าเลี้ยงแล้วปลาคงสภาพเดิม ฝีมือการเลี้ยงก็อยู่ในระดับทั่วไป แต่ถ้าเลี้ยงไปแล้วปลามีพัฒนาการที่ดีขึ้น ยิ่งโตยิ่งสวยขึ้น ก็เรียกได้ว่า มีฝีมือการเลี้ยงที่ดีมาก การที่จะทำให้การเลี้ยงปลาทองให้โตด้วย และสวยได้ั ไม่ใช่เรื่องยากเย็น การเตรียมความพร้อมให้ครบถ้วนตามที่ได้เขียนไว้ข้างต้น เป็นพื้นฐานของการเลี้ยงปลาให้มีคุณภาพดีได้ ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด ก็คือ การเอาใจใส่ ดูแลปลา อย่างสม่ำเสมอ การรักษาคุณภาพน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำปลาทองของท่านอยู่เสมอ ๆ หากเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ทุกวันยิ่งดี ไม่ใช่เรื่องยากหากท่านมีการเดินท่อน้ำใหม่ และเดินท่อน้ำเก่าทิ้ง เพียงแต่เปิดให้น้ำเก่าไหลทิ้ง ดูดสิ่งสกปรก ขี้ปลา ออก และเปิดเติมน้ำใหม่ลงสู่บ่อทีละน้อย ก็จะทำให้บ่อปลาของท่านมีน้ำที่ใสสะอาดอยู่ตลอดเวลา อุณหภูมิของน้ำใหม่ มักจะสูงกว่าอุณหภูมิของน้ำในบ่อ การเปิดเติมน้ำใหม่ทีละน้อย จะช่วยให้ปลาสามารถปรับตัวได้ และมีสุขภาพแข็งแรง ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างกระทันหัน เพราะอาจจะทำให้ปลาอ่อนแอ และป่วยได้


การให้อาหารปลา ควรเลือกสรรอาหารปลาที่สะอาด และมีคุณภาพดี ในปัจจุบันอาหารเม็ดก็มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าขึ้นไปมาก มีโปรทีนสูง และอาหารเม็ดบางชนิดก็ช่วยให้ปลาย่อยง่าย ขับถ่ายเป็นปกติ และสามารถซื้อหาได้สะดวก ควรให้อาหารแก่ปลาครั้งละน้อย ให้ปลาสามารถกินหมดได้ภายใน 5-10 นาที หากเป็นปลาเล็ก จนถึงปลาในรุ่นโทไซ ควรให้อาหารบ่อยครั้งเพื่อให้ปลาสมบูรณ์ หากไม่มีเวลามากพอ ก็สามารถหาซื้อเครื่องให้อาหารปลาอัตโนมัติ ซึ่งตั้งเวลาการให้อาหารปลา และจำนวนอาหารมากน้อยตามที่ต้องการได้ การให้อาหารสด จำพวก หนอนแดง ลูกน้ำ ก็จะทำให้ปลามีความสมบูรณ์เต็มที่ แต่ทั้งนี้อาจจะเสี่ยงต่อการติดโรคได้ จึงควรนำอาหารเหล่านี้มาฆ่าเชื้อ โดยการแช่ในน้ำที่ผสมยาที่สามารถฆ่าปรสิต ปลิงใส เห็บ และเชื้อโรคอื่น ๆ ได้ เช่น ยา Aquarium 2 , ไซเตส หรือแช่ในน้ำผสมด่างทับทิม เป็นต้น โดยแช่ไว้ในระยะเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นนำไปล้างในน้ำสะอาดหลาย ๆ เที่ยว แล้วจึงค่อยให้ปลากิน หรืออีกวิธีคือการนำอาหารสดล้างให้สะอาดตามขั้นตอนข้างต้น จากนั้นนำไปแช่ช่องแข็งในตู้เย็น อย่างน้อย 3 วัน แล้วจึงค่อยให้ปลากิน ก็จะสามารถควบคุมโรคได้อย่างดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ้การล้างอาหารสดให้สะอาดก่อนให้ปลากินจะแก้ไขปัญหาของเชื้อโรคที่ติดมาได้ แต่ข้อสำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามก็คือเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาดหลังจากการให้อาหารสด
การจับปลาขึ้นมาจากบ่อ ควรใช้กาละมังตักปลาขึ้นมาพร้อมกับน้ำ หรือกระชอนพิเศษที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ การจับปลาด้วยมือเปล่าควรล้างมือให้สะอาดก่อน แต่ก็ไม่ควรทำ เพราะอุณหภูมิของมือคนจะอยู่ที่ประมาณ 36.5 องศา แต่อุณหภูมิของปลาจะต่ำกว่ามาก หากต้องการจับปลาด้วยมือจริง ๆ ให้นำมือแช่ไว้ในบ่อปลาสักพักหนึ่งก่อนแล้วค่อยจับ ก็สามารถช่วยได้
เมื่อปลาป่วย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสิ่งมีชีวิต ก็ควรรีบทำการรักษาทันที อย่าปล่อยไว้สักระยะแล้วค่อยรักษา เพราะจะทำให้ปลามีอาการทรุดลง และยากต่อการรักษา การที่ปลาจะป่วยได้จะต้องมีสาเหตุ ลองนึกย้อนหลังไปสัก 1-2 วันว่า การเลี้ยงของท่านมีอะไรผิดปกติไปบ้างหรือเปล่า เช่น ให้อาหารสดที่ไม่สะอาด , ปล่อยให้น้ำในบ่อสกปรก โดยไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำ, น้ำฝนตกสู่บ่อ เป็นต้น การรักษาในเบื้องต้นคือการเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาด แล้วใส่เกลือสะอาดลงไปในบ่อเล็กน้อย งดการให้อาหารเด็ดขาด เปิดออกซิเจนให้แรงขึ้น คอยดูอาการ หากวันรุ่งขึ้นยังไม่ดีขึ้น ให้เติมเกลือลงในบ่อเพิ่ม รวมเป็นประมาณ 300 กรัม ต่อน้ำ 100 ลิตร ตามปกติปลาจะมีอาการดีขึ้นภายใน 1 –2 วัน
สรุปแล้ว ก็คือ น้ำสะอาด อาหารสมบูรณ์ หลีกเลี่ยงที่จะทำให้ปลาต้องปรับสภาพกะทันหัน เพียงเท่านี้ก็สามารถเลี้ยงปลาให้สวยได้แล้ว
ผมรวบรวมวิธีการเลี้ยงปลาทอง โดยอาศัยประสบการณ์ในการเลี้ยงที่ผ่านมา โดยเฉพาะปลาทอง Ranchu, Tosakin และ Jikin และอาศัยการสังเกต และสอบถาม Breeder ที่มีชื่อเสียง จากการที่ได้เดินทางไปเยี่ยมชมฟาร์มปลาที่ประเทศญี่ปุ่น แต่โดยทั่วไปแล้ว ปลาทองทุกสายพันธุ์จะมีวิธีการเลี้ยงที่ใกล้เคียงกัน ทำให้สามารถนำวิธีการเลี้ยงนี้ ไปใช้ได้กับปลาทองทุกชนิด


การเพาะ

ปลาทองจัดว่าเป็นปลาที่ดำเนินการเพาะพันธุ์ได้อย่างง่ายๆ   โดยวิธีการเพาะแบบช่วยธรรมชาติ   ปกติปลาทองจะมีการแพร่พันธุ์วางไข่ในตู้กระจกหรือบ่อที่ใช้เลี้ยงอยู่แล้ว   ซึ่งมักจะไล่ผสมพันธุ์วางไข่ในตอนเช้าของวันถัดไปหลังจากที่ผู้เลี้ยงมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ให้   แต่ที่ผู้เลี้ยงไม่พบว่ามีลูกปลาทองเกิดขึ้นในตู้เลี้ยงปลา   เนื่องจากว่าปลาทองเป็นปลาที่ไข่ทิ้งไม่มีการดูแลรักษาไข่   เมื่อวางไข่แล้วก็จะหวนกลับมากินไข่ของตัวเองอีกด้วย   นอกจากนั้นปลาทองตัวอื่นๆหรือปลาชนิดอื่นที่เลี้ยงรวมอยู่ในตู้ด้วย   ก็จะคอยเก็บกินไข่ที่ออกมาด้วย   กว่าที่ไข่ที่เหลืออยู่จะฟักตัวออกมา   ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 - 3  วัน   ไข่ก็จะถูกปลาทยอยเก็บกินไปเกือบหมด   ส่วนไข่ที่รอดจากถูกกินจนตัวอ่อนฟักตัวออกมา   ตัวอ่อนที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ก็จะกลายเป็นอาหารที่ดีของปลาต่างๆอีก   เพราะลูกปลาจะมีขนาดพอๆกับลูกน้ำ   ทำให้ถูกจับกินไปจนหมดอย่างรวดเร็ว

                  ดังนั้นหากต้องการลูกปลาทองก็จำเป็นต้องมีการจัดการการเพาะให้ถูกต้อง   จึงจะได้ลูกปลาจำนวนมากตามต้องการ     การเพาะปลาทองจะทำได้ดี   คือ   ปลาวางไข่ง่าย   ตั้งแต่เดือนเมษายน  ถึง  เดือนกันยายน   โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

6.1 การเตรียมบ่อเพาะ   บ่อที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลาทองควรเป็นบ่อซีเมนต์   มีขนาดประมาณ  1  ตารางเมตร   ขัดล้างให้สะอาดด้วยแปรงและสบู่แล้วฉีดน้ำล้างหลายๆครั้ง   จากนั้นเตรียมน้ำใหม่ที่ระดับประมาณ  20 - 25  เซนติเมตร  นอกจากนั้นยังอาจใช้กะละมังขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เซนติเมตรเป็นบ่อเพาะปลาทองก็ได้

                  ปลาทองหรือปลาเงินปลาทอง   มีชื่อสามัญว่า  Goldfish   เป็นปลาสวยงามน้ำจืดที่นิยมเลี้ยงมานานแล้ว   จัดเป็นปลาที่ติดตลาด   คือเป็นปลาที่มีจำหน่ายในร้านขายปลาสวยงามทุกร้านและสามารถขายได้ราคาดีตลอดปี   โดยทั่วไปจัดว่ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน   ซึ่งชาวจีนจะเรียกปลาทองที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติว่า Chi Yu  และเรียกปลาทองที่เลี้ยงอยู่ตามบ้านว่า Chin Chi Yu   ในประเทศญี่ปุ่น   ปลาทองได้รับความนิยมเลี้ยงกันอย่างมาก   และมีการพัฒนาวิธีการเพาะพันธุ์   มีการคัดเลือกปลาที่มีลักษณะเด่นต่างๆมาผสมพันธุ์กัน   ทำให้ได้ปลาทองที่มีลักษณะสวยงามขึ้นมาหลายชนิด   และได้รับความนิยมแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ
1 ประวัติของปลาทอง           

                ชาวจีนเป็นชาติแรกที่นิยมเลี้ยงปลาทอง  โดยปลาทองสายพันธุ์ดั้งเดิมไม่มีความสวยงาม มากนัก   มีลักษณะทั่วไปคล้ายปลาไน   เพียงแต่ว่ามีสีสันสวยงามและสดกว่าปลาไน   





การให้อาหาร ปลาทอง ควรเลือกสรรอาหารปลาที่สะอาด และมีคุณภาพดี  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/รู้ก่อนคิดเลี้ยงปลาทอง/

15
นับเป็นปัญหาที่เกือบทุกบ้านจำเป็นต้องเจอแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่อในห้องครัว ห้องน้ำ หรือแม้แต่ท่อชักโครกเองก็ตาม มันจะดูหงุดหงิดใจแค่ไหนถ้าอยู่ดีๆชักโครกก็เต็ม ราดน้ำลงไปก็มีแต่ลอยล่องขึ้นมา ล้างจาน อาบน้ำ น้ำก็ไม่ไหลลงท่อตามที่ควรจะเป็น ส่งผลให้คราบต่างๆติดพื้นห้องน้ำ อ่างล้านจาน ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์อีกต่างหาก

ดังนั้น วันนี้ผมได้รวบรวมเทคนิควิธีสารพัดสารเพในการแก้ปัญหาท่อตันมาฝากทุกท่านกัน ไปดูและนำไปใช้กันเลย
ก่อนนั้นเราจะมาดูสาเหตุของการอุดตันของท่อต่างๆกันก่อน สาเหตุสำคัญที่สุดของการเกิดการอุดตันนั่นก็คือสภาพของท่อระบายน้ำนั่นเอง ยิ่งมีข้อต่อที่เป็นส่วนโค้งมากเท่าไหร่ โอกาสที่ท่อจะอุดตันก็มากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเมื่อสิ่งปฏิกูลไหลมาถึงส่วนโค้งของท่อ ก็จะลดแรงในการไหลลงทำให้เศษต่างๆจะกองกันที่แถบทางโค้ง และการที่มีส่วนโค้งมากๆ ก็เหมือนกับการลดแรงของน้ำในการไหล ทำให้มีโอกาสที่เศษสิ่งต่างๆ จะไปถับถมกันในท่อได้ง่าย เนื่องจากน้ำไม่มีแรงจะส่งไปยังปลายท่อ เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุแล้ว เรามาดูวิธีแก้ปัญหากันเลย

ค้นหาจุดเกิดปัญหาแล้วจัดการทะลวงมันซะ นี่เป็นวิธีที่เบสิคที่สุดแต่ถือว่าแก้ปัญหาได้ถูกจุดมากที่สุด โดยการตรวจเช็คตามข้อต่อของท่อ และทำการถอดส่วนของข้อต่อนำมาชะล้าง โดยใช้แปลงขัดล้างให้สะอาดเกลี้ยงเกลา วิธีนีจะลดอาการอุดตันได้ดีที่สุด แต่ก็มีปัญหาตรงที่งานนี้เป็นงานที่ใช้แรงมากหน่อยจึงเหมาะกับผู้ชาย (ผู้หญิงก็ทำได้นะแต่อาจลำบาก) อีกทั้งท่อนั้นต้องอยู่ในพื้นที่ที่ถอดง่าย (ถ้าท่อฝังในดินนี่ก็ไม่ต้องไปงัดมาล้างนะครับ ยังมีอีกหลายวิธี)

น้ำร้อนช่วยได้ราดลงไปเลย เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับท่อของอ่างล้างจานและชักโครกครับ เนื่องจากสิ่งที่อุดตันท่อประเภทนี้มักจะเป็นไขมัน ดังนั้นการต้มน้ำให้ร้อนพอประมาณ (ไม่ต้องถึงกับเดือดมาก ไม่เช่นนั้นถ้าท่อดันเป็นท่อ PVC ที่รับความร้อนได้ไม่เกิน 70 องศาเซลเซียส จะออกอาการบวมและเสียรูปทรง ทีนี้อาจต้องได้ยกเครื่องทำท่อใหม่) ราดลงไปจะทำให้ไขมันนั้นถูกชะล้างออกไป การทำเช่นนี้นั้นควรจะทำเป็นประจำ ไม่ใช่ตันแล้วค่อยทำ เพราะถ้าท่อตันขึ้นมาแล้ววิธีนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนัก ราดทุกสัปดาห์ก็จะดีมาก


การเกิดการ ท่อตัน นั่นก็คือสภาพของท่อระบายน้ำ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/ท่อตัน/

หน้า: [1] 2 3 ... 12